เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน
การถ่ายภาพสินค้า หรืออาหารให้ออกมาดูน่าสนใจ ชวนมอง และดึงดูดใจลูกค้านั้น อุปกรณ์ “เลนส์กล้อง” ก็เป็นหัวใจสำคัญ ที่ไม่แพ้การใช้เทคนิคถ่ายภาพ ดังนั้น ในบทความนี้ Something in Common ขอมาแชร์เทคนิคเลือกเลนส์ถ่ายรูปสินค้า และอาหารให้ออกมาดูดีแบบมืออาชีพ จะน่าสนใจยังไง ไปดูกัน
เลนส์กล้อง คืออะไร ?
เลนส์กล้อง (Lens) คือ อุปกรณ์สำคัญของตัวกล้อง มีหน้าที่รวบรวมและหักเหแสงจากวัตถุ เข้าสู่เซนเซอร์หรือฟิล์มของกล้อง เพื่อสร้างภาพถ่าย หรือภาพวิดีโอให้คมชัดมากยิ่งขึ้น
ไขความลับ ขนาดเลนส์กล้อง แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร ?
เลนส์แต่ละขนาด ถูกออกแบบมาให้มีคุณสมบัติ และมุมมองที่แตกต่างกัน เพื่อรองรับการถ่ายภาพในรูปแบบที่หลากหลาย ดังนั้น การเลือกเลนส์ที่เหมาะสม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ได้ภาพถ่ายตามที่ต้องการ โดยขนาดเลนส์ถ่ายภาพหลัก ๆ สามารถแบ่งได้เป็น 4 รูปแบบ ดังนี้
- Ultra Wide
เลนส์มุมกว้างพิเศษ (Ultra Wide Lens) มีระยะทางยาวโฟกัสประมาณ 14-24 มม. เลนส์ชนิดนี้สามารถเก็บภาพได้กว้างเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับการถ่ายภาพทิวทัศน์ (Landscape) ภายในอาคาร หรือพื้นที่จำกัด เพราะช่วยเก็บรายละเอียดฉากหลังได้ครบถ้วน แต่ข้อควรระวัง คืออาจเกิดการบิดเบี้ยวของภาพ (Distortion) โดยเฉพาะตามขอบภาพ
- Wide
เลนส์มุมกว้าง (Wide Lens) มีระยะทางยาวโฟกัสประมาณ 24-35 มม. จัดเป็นเลนส์ที่ให้มุมกว้างกว่ามาตรฐาน แต่ไม่สุดขั้วเหมือน Ultra Wide ทำให้ได้ภาพที่คมชัดทั้งฉากหน้าและฉากหลัง นิยมใช้ถ่ายภาพบุคคลพร้อมฉากหลัง หรือถ่ายกลุ่มคนจำนวนมาก โดยไม่จำเป็นต้องถอยกล้องออกไประยะไกลมาก
- Standard
เลนส์มาตรฐาน (Standard Lens) มีระยะทางยาวโฟกัสประมาณ 35-70 มม. เลนส์ประเภทนี้ ให้มุมมองใกล้เคียงกับสายตามนุษย์มากที่สุด ภาพที่ได้จึงดูเป็นธรรมชาติ ไม่มีการบิดเบี้ยวของสัดส่วน นิยมใช้ถ่ายภาพบุคคล (Portrait) เพราะได้มิติที่สวยงาม เหมือนมองด้วยตาเปล่า และยังเหมาะกับการถ่ายภาพทั่วไปในชีวิตประจำวัน
- Telephoto
เลนส์เทเลโฟโต้ (Telephoto Lens) มีระยะทางยาวโฟกัสประมาณ 70-300 มม. ขึ้นไป เหมาะสำหรับการถ่ายภาพในระยะไกล เช่น ภาพสัตว์ป่า กีฬา หรือภาพบุคคลที่ต้องการละลายฉากหลัง (Bokeh) ให้สวยงาม เลนส์ชนิดนี้สามารถดึงวัตถุที่อยู่ไกล ให้เข้ามาใกล้สายตาได้มากขึ้น ทำให้ผู้ถ่ายควบคุมจุดเด่นของภาพได้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ยังมีเลนส์เฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานพิเศษ เช่น เลนส์มาโคร (Macro Lens) สำหรับถ่ายภาพวัตถุขนาดเล็กในระยะใกล้มาก ๆ หรือเลนส์ฟิชอาย (Fish-eye Lens) ที่ให้ภาพมุมมองโค้งกว้างแบบ 180 องศา ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้การถ่ายภาพมีความสร้างสรรค์และหลากหลายยิ่งขึ้น
ชวนรู้ เลนส์กล้องมีกี่ประเภท ตามการทำงานของช่วงเลนส์
สำหรับเลนส์ถ่ายภาพ หากแบ่งตามการทำงานของช่วงเลนส์ สามารถแยกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ที่ช่างภาพและผู้ใช้งานควรรู้จัก ได้แก่
- Fix Lens
เลนส์ฟิก (Fix Lens) หรือที่เรียกว่าเลนส์ไพรม์ เป็นเลนส์ที่มีระยะโฟกัสคงที่ หรือมีเพียงช่วงเดียวตามที่ระบุ ไม่สามารถซูมเข้าออกได้ หากต้องการเปลี่ยนระยะภาพ ผู้ถ่ายจำเป็นต้องเคลื่อนที่เข้าใกล้ หรือออกห่างจากวัตถุเอง หลายคนอาจมองว่านี่เป็นข้อจำกัด แต่สิ่งที่ได้กลับมา คือความคมชัดของภาพที่สูงขึ้น และมักให้คุณภาพของแสงและโบเก้ที่สวยงาม จึงเป็นเลนส์ที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพบุคคล (Portrait) ภาพอาหาร หรือภาพในสภาวะแสงน้อย
- Zoom Lens
เลนส์ซูม (Zoom Lens) เป็นเลนส์ที่สามารถปรับเปลี่ยนระยะทางยาวโฟกัสได้ตามต้องการ เพียงหมุนวงแหวนซูม ก็สามารถถ่ายภาพได้หลายมุมมองโดยไม่ต้องขยับตัวเข้าออกให้ยุ่งยาก ทำให้สะดวกต่อการใช้งาน เช่น การถ่ายภาพกีฬา สัตว์ หรือภาพท่องเที่ยวที่ต้องการเก็บทั้งภาพมุมกว้าง และภาพระยะใกล้ในเลนส์เดียว ซึ่งจุดเด่นของเลนส์ซูม คือความคล่องตัว และความยืดหยุ่นในการถ่ายภาพ แต่คุณภาพของภาพอาจด้อยกว่าเลนส์ฟิกเล็กน้อยในบางช่วงระยะ
ทั้งนี้ สำหรับใครที่กำลังมองหาบริการรับถ่ายภาพสินค้า Something in Common พร้อมให้บริการอย่างมืออาชีพ ด้วยทีมงานที่เข้าใจการสื่อสารแบรนด์ผ่านภาพถ่าย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าแฟชั่น เครื่องประดับ อาหาร เครื่องดื่ม หรือผลิตภัณฑ์สกินแคร์ ทีมของเราก็สามารถเลือกใช้เลนส์ถ่ายภาพ และจัดองค์ประกอบภาพได้อย่างลงตัว !

4 ทริคเลือกเลนส์ถ่ายภาพสินค้า และอาหารให้ปัง เหมือนมืออาชีพ
อันดับแรก การจะเลือกเลนส์สำหรับใช้ถ่ายภาพสินค้า เราต้องมีภาพที่คิดไว้ก่อนว่า ต้องการให้ภาพออกมาเป็นแบบไหน กว้างขนาดไหน ความฟุ้งเบลอ หรือที่เรียกว่าระยะชัดของภาพมีมากหรือน้อยยังไง เพราะสิ่งเหล่านี้ จะส่งผลต่อการเลือกใช้เลนส์โดยตรง ซึ่งเทคนิคการเลือกเลนส์สำหรับถ่ายรูปสินค้า และอาหารที่แนะนำ มีดังนี้
- สินค้าแฟชั่น
สินค้าแฟชั่นส่วนใหญ่มักใช้การถ่ายร่วมกับนางแบบ หรือนายแบบ ดังนั้นเลนส์ถ่ายภาพที่ใช้งาน ควรมีความยืดหยุ่นสูง ทำให้เลนส์ที่เลือกใช้จะเป็นช่วง 20 – 70 ซึ่งเหมาะกับการถ่ายทั้งเต็มตัว ครึ่งตัว หรือเน้นเฉพาะใบหน้า
- เครื่องประดับ
สำหรับเครื่องประดับชิ้นเล็ก ๆ เช่น แหวน สร้อย กำไร หรือต่างหู สิ่งสำคัญคือความคมชัดในรายละเอียด และการเบลอฉากหลังเพื่อให้สินค้าโดดเด่น ดังนั้น การเลนส์ช่วง 35 – 150 จะกำลังดี โดยเฉพาะเลนส์มาโคร (Macro) ช่วง 100 – 150 mm ถือว่าเหมาะที่สุด เพราะสามารถถ่ายในระยะใกล้มากได้ และยังให้รายละเอียดคมชัด โดยไม่ต้องเข้าใกล้วัตถุมากจนเกิดเงาอีกด้วย
นอกจากนี้ หากต้องการจัดองค์ประกอบร่วมกับมือ หรืออุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ขอแนะนำให้เลือกเลนส์ช่วง 70 – 90 mm เพื่อที่จะยังให้ได้ความคมชัดในตัวสินค้า และยังสามารถเก็บภาพส่วนที่เกี่ยวข้องได้อย่างครบถ้วน
- อาหาร และเครื่องดื่ม
การถ่ายภาพอาหาร ไม่ใช่แค่ต้องให้เห็นแต่ละเมนู แต่ยังต้องถ่ายทอดความน่ากินให้ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย ดังนั้นเลนส์ที่แนะนำจะได้แก่
- เลนส์ช่วง 28 – 75 mm: ครอบคลุมทั้งภาพมุมกว้างและภาพมุมใกล้
- เลนส์ช่วง 50 – 75 mm: เหมาะกับการถ่ายจานเดียวให้เห็นรายละเอียด เช่น ความมันเงา ผิวสัมผัส หรือสีสันของอาหาร
- เลนส์ช่วง 28 – 35 mm: หากมีนางแบบหรือนายแบบร่วมในฉาก เช่น ท่าทางการรับประทาน หรือการถือแก้วน้ำ ให้ใช้เลนส์ช่วง 28 – 35 mm เพื่อเก็บทั้งคนและเมนูในเฟรมเดียว
- สกินแคร์ และเครื่องสำอาง
สำหรับสินค้าประเภทสกินแคร์ และเครื่องสำอาง จะมีความหลากหลายในการนำเสนอ ทั้งแบบ Packshot (ถ่ายเฉพาะสินค้า) หรือถ่ายร่วมกับผู้ใช้งาน ดังนั้น เลนส์ที่แนะนำจะได้แก่
- เลนส์ช่วง 20 – 70 mm: ใช้เมื่อต้องการถ่ายภาพไลฟ์สไตล์ เช่น นางแบบกำลังใช้ครีม ทา Serum หรือถือขวดผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
- เลนส์ช่วง 35 – 150 mm: เหมาะกับการถ่ายเฉพาะตัวสินค้าให้ดูโดดเด่น และคมชัดทุกมุม
นอกจากนี้ สำหรับใครที่อยากเบลอฉากหลัง ให้ผลิตภัณฑ์ดูโดดเด่น และมีความนุ่มนวลมากขึ้น เราแนะนำให้ใช้ค่ารูรับแสงกว้าง (f/2.8 หรือมากกว่า) จะตอบโจทย์ที่สุด

เคล็ดลับการจัดองค์ประกอบ ทำอย่างไรให้ภาพออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด !
แม้การเลือกเลนส์ถ่ายภาพจะสำคัญ แต่การรับถ่ายภาพสินค้าให้น่าสนใจยังขึ้นอยู่กับการจัดองค์ประกอบภาพอื่น ๆ อีกหลายอย่าง ดังนี้
- การจัดแสง (Lighting)
การจัดแสงถือเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยเปลี่ยนภาพธรรมดาให้ดูมีมิติ น่าสนใจ และสื่ออารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยแสงที่แนะนำ มีดังนี้
- แสงธรรมชาติ
การใช้แสงธรรมชาติ เหมาะกับภาพที่ต้องการให้ดูอบอุ่น เป็นกันเอง หรือเน้นความเป็นธรรมชาติ เช่น การถ่ายขนมหวาน เครื่องดื่ม หรือภาพแนวไลฟ์สไตล์ และยิ่งหากใช้แสงจากหน้าต่างร่วมกับรีเฟล็กเตอร์ ก็จะยิ่งช่วยให้ภาพนุ่มนวลขึ้น
- ไฟสตูดิโอ
การใช้ไฟสตูดิโอ จะให้ความแม่นยำในการควบคุมแสง เหมาะสำหรับการถ่ายภาพสินค้า ที่ต้องการแสงสว่างสม่ำเสมอ หรือควบคุมเงาได้ชัดเจน เช่น เครื่องประดับ แฟชั่น หรือสินค้าไฮเอนด์ เป็นต้น
- แสงด้านข้าง
โดยเฉพาะสำหรับอาหาร การใช้แสงจากด้านข้างจะช่วยขับแสงเงาให้ชัด ทำให้ภาพดูมีมิติ และเนื้อสัมผัสของอาหารดูน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น
- ฉากหลัง (Backdrop)
ฉากหลังเปรียบเหมือนเวที ที่ช่วยขับสินค้า หรืออาหารให้โดดเด่นขึ้น หากเลือกไม่ดี ก็อาจทำให้ภาพดูรก หรือทำให้สินค้าไม่เป็นจุดสนใจได้ โดยฉากที่แนะนำ มีดังนี้
- ฉากหลังเรียบ: เหมาะกับสินค้าที่มีลวดลายเยอะ เช่น สินค้าแฟชั่นหรือสกินแคร์ ช่วยให้ตัวผลิตภัณฑ์เป็นพระเอกของภาพ
- ฉากหลังลวดลาย หรือพื้นผิวธรรมชาติ: เช่น ผ้าไม้ หินอ่อน หรือฉากไม้สน ซึ่งเหมาะกับอาหาร หรือสินค้า ที่ต้องการสื่อถึงความอบอุ่น หรือธรรมชาติ
- ฉากหลังที่เข้ากับแบรนด์: หากแบรนด์มีโทนสีประจำ หรือแนวคิดเฉพาะ ฉากหลัง ก็ควรสะท้อนอัตลักษณ์นั้นด้วย เช่น แบรนด์มินิมอลอาจเลือกฉากสีขาว เทา หรือเอิร์ทโทน เป็นต้น
- พร็อพ (Props)
พร็อพ คือตัวช่วยที่เพิ่มเรื่องราวให้กับภาพ ดังนั้น ควรเลือกให้สื่อความหมาย และเสริมสินค้าให้ดูเด่น โดยไม่ดึงความสนใจมากเกินไป ตัวอย่างเช่น หากถ่ายครีมอาบน้ำ อาจใส่ผ้าขนหนู ขวดแก้ว หรือฟองน้ำเสริมฉาก ให้เห็นการใช้งานจริง
หรือหากอยากเพิ่มอารมณ์ อาจลองใช้ ดอกไม้สด หนังสือ แสงเทียน หรือวัสดุธรรมชาติเป็นพร็อพ เพื่อช่วยให้ภาพดูมีชีวิต และไม่แข็งทื่อจนเกินไป นอกจากนี้ การจัดวางพร็อพก็สำคัญ โดยระวังอย่าให้รก หรือกลบสินค้าหลัก แต่ให้วางแบบมีสมดุล และไม่ขัดกับสีของสินค้า
อ่านเพิ่มเติม 5 ทริคจัดพร็อพถ่ายภาพสินค้า ดึงดูดลูกค้าในช็อตเดียว
- การจัดวางองค์ประกอบ (Composition)
องค์ประกอบภาพ คือการเล่าเรื่องผ่านมุมมองสายตา ให้ผู้ชมสามารถจับจุดสนใจได้ตั้งแต่แรกเห็น โดยเทคนิคสำคัญที่แนะนำ มีดังนี้
- Rule of Thirds
เป็นกฎพื้นฐานที่มักใช้กัน โดยการแบ่งเฟรมภาพเป็น 9 ช่อง และวางสินค้า หรือจุดเด่นให้อยู่บริเวณจุดตัดของเส้น ซึ่งจะช่วยให้ภาพดูสมดุล และมีความน่าสนใจ
- การจัดวางให้มีมิติ
ใช้พร็อพ หรือจัดฉากที่มีหน้า กลาง หลัง เพื่อสร้างความลึก ทำให้ภาพไม่แบน
- มุมกล้อง (Camera Angle)
เช่น ถ้าถ่ายจากด้านบน (Top View) จะเหมาะกับอาหาร หรือถ้าถ่ายในระดับสายตา (Eye Level) ก็จะเหมาะกับสกินแคร์
อย่างไรก็ตาม การถ่ายภาพสินค้าให้ดูปัง และดูโปร ไม่ใช่แค่ต้องเลือกเลนส์ให้เหมาะกับสินค้า หรืออาหารเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการจัดองค์ประกอบที่ใส่ใจในรายละเอียด ตั้งแต่แสง ฉากหลัง พร็อพ ไปจนถึงการวางตำแหน่งสินค้าในเฟรม เพื่อให้ได้ภาพที่ดี และสามารถตอบโจทย์แบรนด์อย่างมืออาชีพ
ถ่ายภาพแซนด์วิชให้น่ากิน เพิ่มยอดขายแบบเห็นผล !
รู้ไหมว่า “ภาพดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” ไม่ว่าจะเป็นแซนด์วิชไส้แน่น ชีสยืด หรือผักสดกรอบ เราก็ช่วยเปลี่ยนแซนด์วิชธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นเมนูขายดีได้ โดยพวกเรา Something in Common พร้อมให้บริการรับถ่ายภาพสินค้าแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น ภาพนิ่งสินค้า วิดีโอสั้น-ยาว ภาพไดคัท หรือตัดต่อ สามารถรับชมตัวอย่างผลงานได้ที่ด้านล่างนี้



สุดท้ายนี้ หากคุณกำลังอยากได้ภาพสินค้า ที่สวย โดดเด่น และมีเอกลักษณ์แบบมืออาชีพ Something in Common มืออาชีพด้านการรับถ่ายภาพสินค้า ก็พร้อมช่วยคุณถ่ายทอดเรื่องราวของแบรนด์ ผ่านภาพถ่ายอย่างมีสไตล์ ด้วยทีมงานมืออาชีพ ที่เข้าใจทั้งด้านการตลาด และความงามของภาพ สนใจติดต่อหาเราได้ที่
Email: thesomethingincommon@gmail.com
Facebook Page: Something in Common
Instagram: @Somethingin_common
Tel: 081-686-6691
เลนส์กล้อง 2.8 กับ 3.6 ต่างกันยังไง
เลนส์กล้อง 2.8 กับ 3.6 แตกต่างกันที่ค่าตัวเลข F (F-stop) ซึ่งเป็นค่าที่บอกขนาดของรูรับแสงว่ากว้างหรือแคบ โดยมีผลต่อการรับแสง และการสร้างเอฟเฟกต์ของภาพที่แตกต่างกัน ดังนี้
– F/2.8 : รูรับแสงกว้างกว่า ทำให้รับแสงได้มาก เหมาะกับการถ่ายในที่แสงน้อย หรือภาพหลังละลาย (Bokeh)
– F/3.6 : รูรับแสงแคบกว่า รับแสงน้อยลง ช่วยให้ระยะชัดลึกมากกว่า เหมาะกับการถ่ายภาพที่ต้องการความคมชัดทั่วทั้งภาพ
เลนส์กล้อง มีอะไรบ้าง
เลนส์กล้องแบ่งได้หลายแบบ แต่หลัก ๆ ได้แก่ เลนส์มุมกว้างพิเศษ (Ultra Wide Lens), เลนส์มุมกว้าง (Wide Lens), เลนส์มาตรฐาน (Standard Lens), และเลนส์เทเลโฟโต้ (Telephoto Lens)
เลนส์กล้อง Zeiss ดียังไง
เลนส์ Carl Zeiss เป็นเลนส์ระดับพรีเมียมจากเยอรมนี มีชื่อเสียงด้านคุณภาพ โดยข้อดีของเลนส์ คือเรื่องภาพที่ได้รับมีความคมชัดสูง และสีสันเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการคุณภาพภาพถ่ายระดับมืออาชีพ