เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ภาพหนึ่งภาพ สามารถแทนคำพูดได้ล้านคำ” เพราะสายตาของเรา จะถูกดึงดูดไปที่ภาพมากกว่าคำพูด ตัวอักษร และเสียงต่าง ๆ ทำให้การสื่อสารด้วยภาพ (Visual Communication) เป็นการสื่อสารที่ทรงพลัง และดึงดูดใจลูกค้า ได้มากกว่ารายละเอียดต่าง ๆ ทำให้แบรนด์ต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับการถ่ายรูปโปรโมตสินค้ามากขึ้น
ในบทความนี้ Something in Common จะมาแชร์ 5 เทคนิคเลือก Mood & Tone การถ่ายภาพสินค้า ให้ภาพออกมาดูแพง และดึงดูดใจลูกค้าตั้งแต่แรกเห็น พร้อมแชร์ตัวอย่างจริงให้ทุกคนได้ดูกัน จะมีอะไรบ้าง ไปดูพร้อมกันได้เลย
Mood and Tone คืออะไร แตกต่างจาก Concept อย่างไร
การผลิตภาพออกมาให้จับใจลูกค้า เจ้าของแบรนด์ และนักการตลาด จำเป็นต้องคิด Mood & Tone ให้เรียบร้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อสร้าง Main Idea ของงานให้แข็งแรง และช่วยให้แบรนด์สื่อสารแคมเปญต่าง ๆ ให้ทรงพลัง และเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น แต่ก่อนที่จะไปเริ่มวาง Mood & Tone ให้กับแบรนด์ ลองมาทำความเข้าใจกันว่า Mood and Tone แตกต่างจาก Concept อย่างไรบ้าง ดังนี้
- Mood & Tone
Mood And Tone เป็นตัวกำหนดอารมณ์ ที่ต้องการสื่อในการถ่ายภาพ โดย Mood หมายถึงอารมณ์ของภาพ เช่น อารมณ์สนุก เศร้า และร่าเริง ส่วน Tone เป็นสีที่ใช้ในการถ่ายภาพ ที่สื่อถึงเอกลักษณ์ และรูปแบบของแบรนด์ว่าต้องการสื่อสารในทิศทางใด
ดังนั้น การเลือก Mood and Tone ให้กับภาพถ่าย ที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ และสินค้า จะช่วยให้ภาพถ่ายของเรามีความน่าสนใจ และมีความหมายมากกว่าภาพถ่ายธรรมดา ทั้งยังช่วยให้กลุ่มเป้าหมาย จดจำแบรนด์ได้ตั้งแต่แรกเห็น
- Concept
Concept คือ ไอเดียที่กำหนดทิศทาง หรือเป้าหมายในการถ่ายภาพ เพื่อให้การสื่อสารของแบรนด์ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อได้คอนเซปต์ที่ต้องการแล้ว ถึงจะเกิดการคิด Mood & Tone ให้สอดคล้องกับคอนเซปต์ และสินค้าที่วางไว้
ยกตัวอย่างเช่น การถ่ายภาพสินค้ากระเป๋า ภายใต้คอนเซปต์ Luxury ซึ่งสื่อถึงความหรูหรา แพง และเรียบง่ายแบบมีอะไร แต่ Mood & Tone อาจมีการกำหนดเป็น “Elegant Gold” หรือ “Soft Beige” โดยรายละเอียดที่กำหนดใน Moodboard อาจมีการระบุอารมณ์ในภาพ โทนสี พร็อพที่ใช้ และฟอนต์อย่างชัดเจน
ดังนั้น การกำหนด Mood & Tone ให้ชัด ก่อนเริ่มถ่ายรูปสินค้า ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น เพราะ Mood & Tone เปรียบเสมือนภาพที่ต้องการสื่อออกมาคร่าว ๆ ทำให้ทีมงานสามารถกำหนดกรอบ และทิศทางในการถ่ายภาพ ให้ตรงกับความต้องการของแบรนด์
“Mood and Tone ที่ดีต้องช่วยให้คนดู‘รู้สึกได้’ ถึงแบรนด์ตั้งแต่ภาพแรกโดยไม่ต้องอ่านคำบรรยาย”

4 เหตุผลที่ Mood & Tone สำคัญต่อการถ่ายภาพสินค้า
เมื่อรู้กันไปแล้วว่า Mood & Tone คืออะไร คงจะเห็นกันแล้วว่า การคิดคอนเซปต์อย่างละเอียด และผ่านการวาง Moodboard ด้วยความพิถีพิถัน มีส่วนช่วยสร้าง Brand Idendity ให้แข็งแรง และเป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างแบรนด์ และทีมงานถ่ายภาพ ทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่ง Mood & Tone มีความสำคัญต่อการถ่ายภาพสินค้าอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น
- กำหนดอารมณ์ของภาพให้ตรงกับแบรนด์
Mood & Tone ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญ ในการกำหนดทิศทาง และกรอบในการถ่ายภาพ ทำให้ช่างกล้อง ทีมจัดพร็อพ และเจ้าของแบรนด์มีความเข้าใจตรงกันว่า ภาพที่ถ่ายออกมามีลักษณะอย่างไร ตั้งแต่การใช้สี การสื่อสารอารมณ์ และความรู้สึก เพื่อให้ภาพนิ่งสื่อสารไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ช่วยเพิ่มคุณค่าของสินค้าให้มีความพรีเมียม
เมื่อแบรนด์มี Mood and Tone ที่ตรงใจลูกค้า ตั้งแต่การจัดแสงในภาพ การเลือกใช้ฟอนต์ และพร็อพที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย ลูกค้าก็จะจดจำแบรนด์ได้ง่ายขึ้น และเกิดความผูกพันในระยะยาว ทั้งยังช่วยยกระดับสินค้า ให้ดูพรีเมียม และชูจุดเด่นของสินค้าให้น่าสนใจยิ่งขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น หากขายกระเป๋า Tote Bag ควรมีรูปภาพขณะสะพายสินค้า หรือขณะใส่ของ เพื่อสร้างความเข้าใจในตัวสินค้า และกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น
- ทำให้ภาพทุกชิ้นมีเอกลักษณ์ และกลมกลืนในแบรนด์เดียวกัน
เพราะการลงรายละเอียดร่าง Mood and Tone ในการถ่ายภาพสินค้า จะช่วยให้แบรนด์ดึงจุดเด่นของสินค้า ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดูมีเอกลักษณ์ และต่อเนื่องกันในทุกคอนเทนต์ ส่งผลให้ภาพรวมของแบรนด์ ดูกลมกลืนไปในทิศทางเดียวกัน
- เพิ่มความน่าเชื่อถือ และการจดจำของลูกค้า
การถ่ายภาพสินค้า ที่ผ่านการวาง Mood & Tone มาเป็นอย่างดี ช่วยสินค้าดูโดดเด่น และสร้างความจดจำในสายตาลูกค้าได้ง่าย เพียงแค่มองรูปไม่กี่วินาที ก็สามารถจำรายละเอียดสินค้าคอลเลกชันใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังช่วยอัปเกรดภาพลักษณ์ของแบรนด์ ให้ดูน่าเชื่อถือ เพราะการคิดคอนเซปต์ และวาง Mood and Tone อย่างถี่ถ้วน ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์มีความทุ่มเท และใส่ใจในรายละเอียดต่าง ๆ มากขนาดไหน
โดยจะเห็นได้ว่า Mood & Tone ที่ต่อเนื่องกันในทุกคอนเทนต์ คือ พื้นฐานของ Brand Identity ที่แข็งแรง ไม่ว่าจะลูกค้าของแบรนด์ หรือผู้ที่สนใจสินค้า ก็จะจดจำแบรนด์ได้ภายในไม่กี่วินาที ทั้งยังช่วยให้การทำการตลาด และการสื่อสาร มีความเป็นระบบ และสอดคล้องกันในทุกช่องทาง
ทั้งนี้ หากต้องการให้ภาพถ่ายสินค้าของคุณเรียบหรู ดูแพงในทุกมุม ทีม Something in Common มืออาชีพด้านการรับถ่ายภาพสินค้า พร้อมช่วยคุณวางคอนเซปต์ คิด Mood & Tone ถ่ายภาพ และวางแผนโปรโมตครบวงจร เราพร้อมยินดีพาแบรนด์ของคุณ ไปถึงจุดสูงสุดในวงการ

แชร์ เทคนิคเลือก Mood and Tone ให้เข้ากับสินค้า
ในโลกของการตลาดยุคใหม่ ที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมาย Mood and Tone จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่มีพลังในการสร้างความแตกต่าง และเพิ่มความโดดเด่นให้กับแบรนด์ของคุณ แต่หากยังไม่แน่ใจว่าจะกำหนด Mood & Tone อย่างไรดี Something in Common ได้รวบรวมเทคนิคดี ๆ มาไว้ให้ทุกคนแล้ว ดังนี้
- การเข้าใจกลุ่มลูกค้า (Target Persona)
การเข้าใจกลุ่มลูกค้า (Target Persona) คือ หัวใจสำคัญในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้น ก่อนจะเริ่มวาง Moodboard และเริ่มถ่ายภาพสินค้า เจ้าของแบรนด์ และนักการตลาด ควรทำความเข้าใจก่อนว่า จะเข้าหากลุ่มเป้าหมายอย่างไร รวมถึงสื่อสารอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ และตรงใจลูกค้าให้ได้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น
- เสื้อผ้าแฟชั่นวัยรุ่น: เน้น Mood & Tone สดใส และสนุกสนาน สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ที่ยังชอบความสดใส และเข้าถึงง่าย
- แบรนด์หรู: เน้น Mood & Tone อบอุ่น เรียบหรู และดูแกลม ตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ ซึ่งต้องการให้สินค้าต่าง ๆ เข้ามาช่วยอัปเกรดภาพลักษณ์ ให้ดูหรูหรายิ่งขึ้น
- สื่อสารผ่านโทนสีและแสง
โทนสี มีอิทธิพลในการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่อแบรนด์ (Brand Identity) ให้โดดเด่น และน่าจดจำ ทั้งยังช่วยให้เกิดการตัดสินใจซื้อสินค้าได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น ก่อนเริ่มเขียนสตอรี่บอร์ด และ Moodboard ลองจับคู่โทนสีของฉาก พร็อพ และแสง ให้เข้ากับสินค้าที่ต้องการโปรโมต เพื่อให้ภาพถ่ายออกมาสวยงาม ยกตัวอย่างเช่น
- สีพาสเทล: แสดงถึงความอ่อนโยน นุ่มนวล และสบายตา ช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น และผ่อนคลาย เหมาะกับแบรนด์สินค้า ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นวัยรุ่น
- สีโทนเข้ม: แสดงถึงความมั่นคง เคร่งขรึม ความลึกลับ และความหรูหรา เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการสื่อสารความเป็นผู้นำ ความเชี่ยวชาญ และความน่าเชื่อถือ
- สีโทนทอง และดำ: แสดงถึงความหรูหรา ความร่ำรวย และความอุดมสมบูรณ์ ตอบโจทย์แบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ Luxury อย่างยิ่ง
- ใช้พร็อพ และฉากหลังให้สอดคล้องกับ Mood & Tone
ในปัจจุบันภาพสินค้าอย่างเดียว อาจไม่ดึงดูดใจลูกค้ามากพอ แต่ยังต้องมีการใช้พร็อพ และฉากหลังเข้ามาช่วย เพื่อสื่อสารอารมณ์ของภาพ ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์กระเป๋า ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นวัยทำงาน ควรเลือกพร็อพที่มีความสอดคล้อง กับไลฟ์สไตล์ของพนักงานออฟฟิศ และเลือกฉากหลังเป็นโทนสีอ่อน พร้อมกับเลือกฟอนต์ที่ทันสมัย และอ่านง่าย เป็นต้น
- ทดลองใช้โทนสีต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจเลือก Mood and Tone สุดท้าย
หากยังไม่แน่ใจว่า จะเลือกโทนสีไหนให้เข้ากับ Mood and Tone ของสินค้า แนะนำให้ลองนำ Mock Up ของโปรดักต์ที่ร่างไว้ มาวางกับ Background สีต่าง ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจว่า โทนสีแบบไหนสอดคล้อง และเข้ากับสินค้าของแบรนด์มากที่สุด
Pro Tip: นักการตลาดมือใหม่ อย่าเลือก Mood & Tone จากเทรนด์อย่างเดียว แต่ต้องเลือกให้ ‘พูดแทนแบรนด์’ ของคุณได้จริง โดยที่ลูกค้ายังไม่ทันได้อ่านข้อความ หรือแคปชันต่าง ๆ
แชร์ ! ตัวอย่าง Mood & Tone ยอดนิยมที่แบรนด์ใช้สร้างยอดขายจริง
หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับการเลือก Mood & Tone ให้เข้ากับภาพลักษณ์ของแบรนด์ และสินค้าในแต่ละคอลเลกชันแล้ว คราวนี้ลองมาดูตัวอย่าง Mood and Tone ที่แบรนด์ต่าง ๆ นิยมใช้ เพื่อให้เจ้าของแบรนด์หน้าใหม่ ได้เห็นภาพยิ่งขึ้น จะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง เราไปดูกัน
- โทนสดใสสนุกสนาน (Playful Bright)
โทนสดใสสนุกสนาน (Playful Bright) เป็นโทนสีที่เน้นพลัง และความสนุก โดยในการถ่ายภาพ จะเน้นใช้แสงธรรมชาติ และสีสันสดใส เข้ามาผสมผสานกันอย่างลงตัว เช่น สีเหลือง สีฟ้า และสีชมพู ทั้งในโทนสีเข้ม และโทนสีพาสเทล เพื่อให้ดูโดดเด่น สร้างอารมณ์สนุก และขี้เล่น เข้ากับสินค้าของแบรนด์ เหมาะสำหรับแบรนด์ที่เน้นความเป็นตัวเอง และมีความ Fresh ในทุกอณู เช่น เสื้อผ้าวัยรุ่น สไตล์ Y2K และสตรีทแฟชั่น
- โทนหรูหรา เรียบเท่ (Luxury Minimal)
โทนหรูหรา เรียบเท่ (Luxury Minimal) เป็นโทนที่สื่อถึงความสง่างาม เรียบแต่ดูแพง โดยนิยมใช้โทนสีทอง ดำ เทา และเบจ รวมถึงมีการใช้แสง Soft Tone และเงาบางส่วน เพื่อสร้างมิติ พร้อมกับการใช้ฉากหลังเรียบ หรือวัสดุพรีเมียมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายภาพ เช่น ผ้ากำมะหยี่ หรือกระจกเงา เพื่อให้สินค้าหรูขึ้น เหมาะสำหรับเสื้อผ้า กระเป๋า หรือนาฬิกาแบรนด์ Hi-end
- โทนอบอุ่น เป็นกันเอง (Cozy Warm)
โทนอบอุ่น และเป็นกันเอง (Cozy Warm) เป็นโทนให้ความรู้สึกอบอุ่น และเข้าถึงง่าย โดยการถ่ายภาพให้สื่อถึงความอบอุ่น จะมีการใช้แสง Warm Light และโทนสีอบอุ่น เช่น น้ำตาล ส้ม หรือครีม รวมถึงสีเอิร์ธโทน ซึ่งเป็นโทนสีที่สื่อถึงความเป็นมิตร และความสบาย เหมาะสำหรับแบรนด์แฟชั่นแนวชีวิตประจำวัน และมีดีไซน์มินิมอลเป็นหลัก
- โทนขาวสะอาด (Clean Minimal)
โทนขาวสะอาด (Clean Minimal) เป็นโทนที่เน้นความสะอาด และความเรียบง่าย โดยจะนิยมใช้ฉากหลังสีขาว เทาอ่อน และพื้นเรียบ เหมาะสำหรับแบรนด์ที่ต้องการสื่อถึงความบริสุทธิ์ ความน่าเชื่อถือ และความเรียบง่าย เช่น แบรนด์สกินแคร์ และเครื่องประดับ ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนวัยทำงาน เป็นต้น
- โทนมินิมอลแฟชั่น (Modern Neutral)
โทนมินิมอลแฟชั่น (Modern Neutral) เป็นโทนที่เน้นความสมดุลระหว่างความโมเดิร์น และความเรียบง่าย โดยจะนิยมใช้สีโทนดำ เทา ขาว ครีม และเบจ ทั้งยังมีการใช้ Contrast ต่ำ และองค์ประกอบน้อยชิ้น เพื่อให้สินค้าโดดเด่นด้วยรูปทรง และเนื้อผ้า เหมาะสำหรับแบรนด์เสื้อผ้าสไตล์ Simple & Chic หรือ Everyday Wear ที่เน้นดีไซน์สะอาด เรียบง่าย แต่มีสไตล์

เจาะลึก 4 ขั้นตอนเตรียม Mood and Tone ก่อนถ่ายภาพ
ก่อนจะยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพ อย่าลืมเตรียมความพร้อมในการสร้าง Moodboard เพื่อให้การสื่อสารระหว่างทีมงานฝ่ายต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างมีคุณภาพ ทั้งยังช่วยให้ภาพที่ถ่ายออกมา เข้าถึงใจลูกค้าได้มากขึ้น โดย Something in Common ได้รวบรวม 4 ขั้นตอนในการเตรียม Mood and Tone มาไว้ให้แล้ว ดังนี้
- วิเคราะห์แบรนด์ และสินค้าก่อนกำหนด Mood & Tone
ขั้นตอนแรกในการเตรียม Mood & Tone ก่อนถ่ายภาพ ให้เข้ากับสินค้า และคอนเซปต์ในหัว คือ การวิเคราะห์แบรนด์ และสินค้าที่ต้องการโปรโมต เพื่อศึกษาว่าจุดเด่นของแบรนด์ และสินค้ามีความสอดคล้องกันอย่างไรบ้าง รวมถึงมีจุดร่วมกับกลุ่มเป้าหมายอย่างไร เพื่อให้การกำหนด Mood & Tone เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
- สร้าง Moodboard จากตัวอย่างภาพอ้างอิง
ความรู้สึกตัน หรือไม่มีไอเดียนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ปัญหาเหล่านี้ก็สามารถแก้ได้ง่าย ๆ ด้วยการศึกษาภาพอ้างอิง (Refference) จาก Pinterest หรือแบรนด์สินค้าจากต่างประเทศ เพื่อดูไอเดีย และวิธีการพรีเซนต์สินค้าที่น่าสนใจ จากนั้นนำจุดเด่นของแบรนด์ต่าง ๆ มาประยุกต์ให้เข้ากับแบรนด์มากที่สุด
เมื่อได้ Refference ที่ถูกใจแล้ว อย่าลืมนำมาร่างลงบน Moodboard ให้เรียบร้อย โดยใน Moodboard จะต้องมีองค์ประกอบของงานทั้งหมดอย่างชัดเจน เช่น ตัวอักษร ไอคอน โทนสี และภาพต่าง ๆ เพื่อให้ทีมงานเข้าใจสิ่งที่ต้องการสื่อสาร ไปในทิศทางเดียวกัน
- กำหนดโทนสีหลัก (Primary Palette)
การใช้สีที่มากจนเกินไป อาจทำให้กลุ่มเป้าหมาย รู้สึกสับสนได้ว่าจะต้องโฟกัสรายละเอียดไหนก่อน ทั้งยังส่งผลให้ภาพดูไม่สวยงาม และรกตาไปหมด ดังนั้น อย่าลืมกำหนดโทนสีหลัก (Primary Palette) ไม่เกิน 3 สี เพื่อสร้างจุดดึงสายตา และเพิ่มความโดดเด่นให้กับสินค้ายิ่งขึ้น
- ทดลองถ่าย 2-3 เซต แล้วเปรียบเทียบองค์ประกอบภาพ
ในบางครั้งภาพที่วางไว้ กับความเป็นจริงอาจขัดแย้งกัน ดังนั้น แนะนำให้ทดลองถ่ายภาพประมาณ 2-3 เซต จากนั้นลองเปรียบเทียบองค์ประกอบต่าง ๆ ในภาพ เพื่อเลือก Mood&Tone ที่ตรงกับแบรนด์มากที่สุด และมีแนวโน้มว่าลูกค้า จะเกิดการตัดสินใจซื้อได้ง่าย
Something in Common พาร์ตเนอร์ที่เข้าใจ Mood & Tone ในการถ่ายภาพเป็นอย่างดี
Mood & Tone ไม่ใช่แค่เรื่องของสี หรือแสงเท่านั้น แต่คือเครื่องมือสื่อสารตัวตนแบรนด์ ที่ทรงพลังที่สุดในภาพเดียว ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าใจสินค้า และจุดเด่นของโปรดักต์แต่ละชิ้น แม้ยังไม่ได้อ่านแคปชัน หรือรายละเอียดสินค้า ทั้งนี้ การสร้าง Mood and Tone ของภาพให้ทรงพลัง เจ้าของแบรนด์จะต้องทำการวิเคราะห์จุดเด่น และรายละเอียดต่าง ๆ ของแบรนด์ และสินค้าให้ถี่ถ้วน พร้อมกับทดลองถ่ายภาพ และเปรียบเทียบองค์ประกอบภาพอย่างละเอียด เพื่อให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันให้ได้มากที่สุด
สุดท้ายนี้ หากอยากให้แบรนด์ของคุณมีภาพถ่ายสินค้าที่ดูแพง และสื่อสาร Mood ได้อย่างมืออาชีพ ไม่หลุดธีม และสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้กับแบรนด์ ติดต่อทีมรับถ่ายภาพสินค้า Something in Common เพื่อวาง Mood & Tone สำหรับแบรนด์ของคุณวันนี้!
Email: thesomethingincommon@gmail.com
Facebook Page: Something in Common
Instagram: @Somethingin_common
Tel: 081-686-6691
Mood and Tone ต่างจาก Concept อย่างไร ?
Mood And Tone เป็นตัวกำหนดอารมณ์ ที่ต้องการสื่อในการถ่ายภาพ เช่น โทนสี แสง และฟอนต์ที่เลือกใช้ ในขณะที่ Concept เป็นไอเดียที่กำหนดทิศทาง หรือเป้าหมายในการถ่ายภาพ เพื่อให้การสื่อสารของแบรนด์ชัดเจนยิ่งขึ้น
การถ่ายภาพสินค้าในแต่ละครั้ง ควรใช้ Mood and Tone แบบไหน ?
การเลือก Mood and Tone ในการถ่ายภาพให้ออกมาสวย ไม่ได้มีคำตอบที่ตายตัว เพราะแต่ละแบรนด์ ต่างก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ดังนั้น ลองเริ่มจากการวิเคราะห์จุดเด่นของแบรนด์ และสินค้าอย่างละเอียด เพื่อดูว่าการถ่ายภาพโปรโมตสินค้า ควรใช้โทนสีอะไร ฟอนต์แบบไหน และเลือกพร็อพแบบไหนบ้าง ถึงจะเข้ากับแบรนด์ที่สุด
การถ่ายภาพโปรโมตสินค้า จำเป็นต้องมี Moodboard ก่อนถ่ายไหม ?
Moodboard ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไปไม่ได้ เพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยเป็นตัวกลางในการสื่อสาร และนำไอเดียต่าง ๆ ออกมานำเสนอได้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้ทีมงานทุกฝ่ายรับรู้ถึงแนวทางที่ควรจะเป็น